วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จักรวาลกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ



123
456
 ด้วยความช่วยเหลือของกล้องโทรทัศน์ที่ให้ภาพรายละเอียดสูง ( high-resolution telescope )นักดาราศาสตร์ก็ได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่สำคัญและน่าอัศจรรย์ มากมาย

เมื่อเร็วๆนี้ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ และ ชาวออสเตรเลีย ต่างก็ค้นพบหลักฐานว่า จักรวาลกำลังขยายตัวออก ด้วยอัตราเร่ง ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์คิดว่าจักรวาลถือกำเนิด จากการระเบิดครั้งใหญ่ ( Big Bang ) เมื่อประมาณ 15 พันล้านปีก่อน หลังจากนั้นดวงดาวและกาแลคซี่ ต่างๆ ก็ขยายตัวออกอย่างต่อเนื่อง ( ภาพ ที่ ๑ ) ตามทฤษฎีในปัจจุบันหลายๆทฤษฎี กล่าวว่า แรงโน้มถ่วงที่ดึงพวกมันไว้ น่าจะทำให้การขยายตัวนั้น ลดลง อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.๑๙๙๘ โลกก็ตกตะลึงเพราะการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ ๒ กลุ่ม บนพื้นฐานของความสว่างจ้าของ Supernovae ( เกิดจากดาวที่มวลสารมหึมา ระเบิดออก ) ในกาแลคซี่ที่ห่างไกลออกไป พวกเขาสรุปว่าอัตราการขยายตัวของจักรวาลกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่เดิมเป็นที่เชี่อกันมานาน ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่าการขยายตัวของจักรวาลกำลังช้าลงเรื่อยๆ
ทีมนักวิทยาศาสตร์ ๒๗ คนที่นำโดย ศ.จอร์จ เอฟธาธิอู แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ทำการวิเคราะห์ภาพกาแลคซี่ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล จำนวน ๒.๕ แสนภาพ ที่ถูกบันทึกโดยกล้องโทรทัศน์ที่อังกฤษกับออสเตรเลีย ร่วมกันสร้าง ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา ไซดิ้งสปริง รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยการเปรียบเทียบการแผ่รังสีไมโครเวฟจากพื้นหลังของจักรวาลในปัจจุบัน เทียบ กับของจักรวาลเมื่อมีอายุ ๓ ล้านปี พวกเขาก็พบว่าองค์ประกอบของจักรวาลนั้น วางอยู่บนหลักเรขาคณิตอย่างง่ายๆ ซึ่งปรากฏผลออกมาว่า จักรวาลกำลังขยายตัวออก ด้วยอัตราเร่ง ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบ Supernovae ก่อนหน้านี้ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การขยายตัวด้วยอัตราเร่งนี้ เป็นสัญญาณของ การระเบิดที่ใกล้จะมาถึง นักวิทยาศาสตร์คิดว่า คงจะมีแรงชนิดหนึ่งในจักรวาลที่ ดึง ดาว และ กาแล็คซี่ต่างๆ ออกจากกัน แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันเป็นแรงชนิดใด อย่างไรก็ตามพวกเขาสามารถได้สูตรทางคณิตศาสตร์จำนวนหนึ่งมาใช้ อธิบายปรากฎการณ์นี้ได้
เมื่อเร็วๆนี้ ศ.พอล สไตน์ฮาร์ท แห่งมหาวิทยาลัยพริ๊นซตัน และ ศ.นีล ทูรอค แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เสนอแบบจำลองที่แสดงการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของ วัฏจักรการระเบิด และการก่อตัวขึ้นใหม่ ของจักรวาล ตามทฤษฎีของพวกเขา จักรวาลนั้นไม่มีทั้งจุดกำเนิด และจุดสิ้นสุด แต่เป็นไปตามวัฏจักรของการเกิด และดับ สถานีวิทยุบีบีซี เคยรายงานว่า นักจักรวาลวิทยา หลายๆคนที่เสนอทฤษฎีนี้ ระบุว่าจักรวาล จะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ เพื่อจะอธิบายว่าทำไมดวงดาวและ กาแลคซี่ต่างๆ กำลังแยกห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ จักรวาลนี้เต็มไปด้วยความลี้ลับมากมาย อาทิเช่น หลุมดำ ดาวควอร์ก และอนุภาคบางอย่างที่ปรากฎตัวออกมาอย่างคงที่ และแล้วก็หายไปสู่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ศ.สไตน์ฮาร์ท เชื่อว่าสูตรคณิตศาสตร์ข้างต้นนั้นได้ทำนายว่าจักรวาล ไม่มีทั้งจุดเริ่มต้น และสิ้นสุด จักรวาลจะผ่านการระเบิดครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ไปตลอดกาล เขากล่าวว่า " การระเบิด ที่ภาพถ่ายของเรา แสดงให้เห็นนั้น อันที่จริงก็มิใช่การเริ่มต้น ของ กาลเวลา แต่เป็นการระเบิดครั้งหลังสุด ในห่วงโซ่ของการระเบิดที่มีมานาน ในระหว่างการเวียนว่ายอย่างนี้ จักรวาลได้ผ่านการก่อตัว การขยายตัว การเย็นตัวลง การหยุดนิ่ง และว่าง แล้วก็ขยายตัวอีก ตามทฤษฏีนี้จักรวาลจะขยายตัวเรื่อยไป และแล้วก็ระเบิดอีก ในมุมใดมุมหนึ่งของจักรวาล และทุกสิ่งจะเกิดขึ้นใหม่จากการเริ่มต้นครั้งใหม่นี้
พวกเขาชี้ว่าจักรวาลทุกวันนี้เกิดมาจากละอองฝุ่นของจักรวาลก่อน เมื่อเร็วๆนี้กล้องฮับเบิ้ล ได้ส่งภาพไปยังศูนย์อวกาศของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้นักดาราศาสตร์ตกตะลึงมาก ภาพเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นการชนกัน และการสร้างขึ้นใหม่ของ กาแลคซี่ และการกำเนิดของดวงดาวใหม่ๆมากมาย ภาพที่ ๒ คือภาพล่าสุดของ Cone Nebula ซึ่งถูกตีพิมพ์โดย สำนักการเดินทางในอวกาศของสหรัฐฯ ( US. Space Navigation Bureau ) เมื่อ วันที่ ๓๐ เมษายน ศกนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กลุ่มแก๊สรูปโคนนี้ จะให้กำเนิดดาวใหม่ๆ การชนกันของ กาแลคซี่ ๒ กลุ่ม สามารถเห็นได้ในอีกภาพหนึ่ง ที่เรียกว่า ลูกอ๊อด ( Tadpole ) ดังภาพที่ ๓ อีกภาพก็แสดงการชนกันระหว่างกาแลคซี่รูปก้นหอย ( Spiral Galaxy ) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า " เจ้าหนู " ( The Mice ) ดังภาพ ที่ ๔ นักวิทยาศาสตร์คิดว่า ทางช้างเผือกอาจจะชนกับ กาแลคซี่ ข้างเคียง ซึ่งจะทำให้เกิดกาแลคซี่รูปไข่
นอกจากนี้ ตามการเปิดเผยของนาซ่า เมื่อวันที่ ๒๒ เมย. ศกนี้ ว่า สถานีสังเกตการณ์ของนาซ่า Chandral X ray ได้ให้ภาพของการพุ่งชน แล้วรวมตัวกันของ กาแลคซี่ Arp 220 เมื่อ ๑๐ ล้านปีก่อน จากข้อมูลที่สังเกตได้แสดงว่า การชนกันอย่างรุนแรงได้ก่อให้เกิดดวงดาวจำนวนมหาศาลขึ้นมาดังภาพที่ ๕ ภาพอื่นๆก็ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร รวมทั้งการก่อตัวของกาแลคซี่และดาวใหม่ๆ ดังภาพ ที่ ๖
บนพื้นฐานของการค้นพบทางดาราศาสตร์ ทำให้สรุปได้ว่า ปัจจุบันจักรวาลกำลังเผชิญกับ ช่วงจังหวะที่สำคัญ ของการขยายตัวด้วยอัตราเร่ง การระเบิด การสร้างใหม่ และการก่อรูปของดาวใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงอันมหาศาลเหล่านี้ในจักรวาลเป็นเรื่องน่าพิศวง ตามทฤษฎีโบราณนั้น ถือว่ามนุษย์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงในสังคมมนุษย์ก็สอดคล้อง กับ ปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงของดวงดาว เมื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลนี้สะท้อนมายังโลก มันอาจเป็นการบอกล่วงหน้าว่า มนุษย์กำลังเผชิญกับ วาระแห่งการปรับเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น