ท่ามกลางความไม่แน่นอนและไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าแผนการป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2555 จะออกมาเช่นไร โดยเฉพาะแผนปกป้องกรุงเทพฯ ที่เปรียบเสมือนไข่แดงของประเทศ จะมีแผนรับมือให้รอดพ้นจากภัยพิบัติจากอุทกภัยได้อย่างไร ทำให้หลายฝ่ายมีการจัดเสวนาเพื่อระดมสมองในเรื่องดังกล่าว
เมื่อเร็วๆ นี้ การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเวทีระดมสมอง “นวัตกรรม...ป้องกันภัยน้ำท่วม 2555 ” โดยเชิญกูรูผู้เชี่ยวชาญน้ำคนดังจากประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ มร.คอร์เนลิส เดคราฟ และนักวิชาการมือฉมังจาก สจล. ซึ่งที่ผ่านมา สจล.เคยผุดนวัตกรรมในด้านต่างๆ เพื่อการป้องกันน้ำท่วมมาแล้ว และยังทำหน้าที่เป็นแกนกลาง ให้ชุมชนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และรอบๆ มหาวิทยาลัย ตื่นตัวเตรียมพร้อมในการรับมือกับน้ำท่วมอย่างมีสติและมีองค์ความรู้ในการดำเนินการ
รศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “นวัตกรรม...ป้องกันภัยน้ำท่วม 2555” ว่า เพื่อเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย และกำหนดแนวทางในการจัดทำแผนการรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายในการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยใช้ประเด็นภัยพิบัติเป็นจุดเริ่มต้น โดยเริ่มเผยแพร่องค์ความรู้ในพื้นที่เขตลาดกระบังก่อน เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่ Flood way ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มีโรงงานและชุมชนจำนวนมาก ถือว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ซึ่งถ้าหากถูกน้ำท่วมจะเกิดความเสียหายมหาศาล แม้ปีที่ผ่านมาน้ำจะไม่ท่วมพื้นที่ดังกล่าว แต่ได้เกิดมีการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาระดับปัญญาชนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.
โดยขณะนี้ สจล.ได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติ วิศวลาดกระบัง ซึ่งจะดีเดย์เปิดเป็นทางการได้ในเร็วๆ นี้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชนทั้ง 61 ชุมชนในเขตลาดกระบัง ในการเฝ้าระวังระดับน้ำใกล้ชุมชน และการปรับตัวอยู่กับน้ำท่วม เรียกได้ว่าเป็น “ลาดกระบังโมเดล” จึงถือโอกาสนี้เป็นเวทีพิเศษที่จะได้แบ่งปันองค์ความรู้จาก 3 กูรูน้ำผู้เชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์และบทบาทในด้านภัยพิบัติน้ำท่วม
มร.คอร์เนลิส เดคราฟ (Mr.Cornelis Dijkgraaf) ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกภัย การพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมือง และคณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ต้นตระกูลเดคราฟเป็นผู้ก่อสร้างพนังกั้นน้ำทะเลของประเทศเนเธอร์แลนด์มาก่อน
สำหรับปัญหาน้ำท่วมของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกภัยจากเนเธอร์แลนด์ ให้แนวคิดว่า กรุงเทพฯ ควรจะต้องมีนวัตกรรมป้องกันจากวิกฤติน้ำทะเลหนุน เพราะในช่วงเกิดอุทกภัยนั้น จะเป็นช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำได้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่อันตราย
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ได้เล่าถึงประสบการณ์บริหารจัดการน้ำที่ปลายน้ำของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และประสบความสำเร็จในการป้องกันการเกิดอุทกภัย ว่า 26%พื้นที่ของประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และอีก 59 % ของพื้นที่ในประเทศเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย สภาพภูมิประเทศดังกล่าวทำให้ชาวดัตช์จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องน้ำมาหลายร้อยปี จนถึงปัจจุบัน ผังเมืองจะแบ่งตามเส้นแบ่งของการจัดการน้ำ
"อุทกภัยของเนเธอร์แลนด์มาจาก 2 ส่วนคือ จากทะเล และจากประเทศสวิสและเยอรมนี วิธีการแก้ปัญหาโดยการบูรณาการจัดการน้ำ สร้างทะเลสาบน้ำจืด ที่สามารถเก็บกักน้ำส่วนเกินไว้และนำไปใช้ในฤดูแล้งได้ ควบคุมน้ำจากเครือข่ายคลองเล็กเชื่อมโยงกับคลองใหญ่ และเขื่อนพนังกั้นชายฝั่งทะเล สมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็ปั๊มน้ำออกจากพื้นที่ต่ำภายในเขื่อนด้วยกังหันลม (Wind Mills)" มร.คอร์เนลิส เดคราฟ กล่าว
ที่น่าสนใจก็คือ ระบบผันน้ำที่เรียกว่า BEEMSTER หรือ POLDER ประกอบด้วยการทำพนัง (Dike) ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งมีปัญหาน้ำท่วมและการขุดคลองขนาดเล็กนอกพนัง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยติดตั้งระบบปั๊มน้ำและกังหันลม 50 แห่ง ผันน้ำท่วมออกสู่คลองนอกพนังจนเป็นพื้นที่แห้ง
"พื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมพอผันน้ำออกไป น้ำแห้ง ถึงกลายเป็นพื้นที่มีค่าไป เพราะดินมีคุณภาพดีอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และพอพื้นที่ลุ่มต่ำนี้ ได้รับการป้องกันน้ำท่วม ก็ดึงดูดให้มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนพัฒนาพื้นที่ นับเป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลได้"
ต่อมาปี พ.ศ.2496 หรือ ค.ศ.1953 เกิดวิกฤติพายุฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ เขื่อนแตก มีชาวเนเธอร์แลนด์เสียชีวิตกว่า 800 คน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงทุ่มเทคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ระดมผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาทั่วประเทศ และทำพนังเขื่อนตลอดแนวชายฝั่งทะเล ปัจจุบันมีการบูรณาการอย่างเป็นระบบ และในการออกแบบ วางแผน สร้างก่อสร้างสิ่งใดก็ตาม จะคำนึงว่า น้ำเป็นโจทย์หรือองค์ประกอบหนึ่งเสมอ (Planning and Design With Water)
"ดังจะเห็นจากตัวอย่างของบ้านริมชายน้ำมีที่จอดเรือ, บ้านลอยน้ำ (Floating House) ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ครบครันด้วยระบบประปา ไฟฟ้าและกำจัดสิ่งปฏิกูล, บ้านแถวลอยน้ำ (Floating Community) กลางเมืองรอตเตอร์ดัม แต่คนทั้งประเทศคงจะอยู่ในเรือไม่ได้ทั้งหมด ฉะนั้นจึงต้องปรับมุมมองความคิดกันใหม่ว่า น้ำเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และเราจะต้องมีวิธีการอย่างยั่งยืนเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่ออุทกภัย" มร.คอร์เนลิส กล่าว
สำหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านป้องกันน้ำท่วมจากเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า หลังมหาอุทกภัยปี 2554 ประเทศไทยมีแผนดำเนินการมากมายหลายอย่าง เช่น จะทำพื้นที่รองรับน้ำ หรือ Flood way ที่มีความกว้างถึง 200 เมตร แต่เขากลับเห็นว่า วิธีการนี้อันตราย ที่มองเห็นคือ Flood way จะระบายน้ำท่วมได้ก็เมื่อระดับน้ำในทะเลอยู่ต่ำกว่าพื้นที่น้ำท่วมเท่านั้น และหากน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นทุกปีก็เกินกำลังที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะรับน้ำได้ ซึ่งอาจทำให้กรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ การแก้ปัญหาอาจต้องทำที่ปลายน้ำ ด้วยการสร้างพนังกั้นไม่ให้น้ำทะเลเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา และสูบน้ำที่ท่วมสู่แม่น้ำ หลังจากนั้นพอน้ำทะเลไม่หนุนสูง ก็ระบายน้ำจากแม่น้ำออกไปสู่ทะเลได้
2.การสร้างพนังคอนกรีตสูงรอบนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจะทำให้น้ำไหลไปท่วมพื้นที่อยู่อาศัยรอบๆ นิคม ประชาชนโดยรอบได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น การแก้ปัญหาจะต้องทำอย่างพิจารณาองค์รวม (Intregated Approach) และไม่เพียงนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะได้รับการป้องกัน แต่ต้องรวมพื้นที่อยู่อาศัยด้วย
"การบริหารจัดการน้ำที่ผสมผสานบูรณาการเท่านั้นที่จะเกิดประสิทธิภาพและความสำเร็จ พื้นที่กรุงเทพฯ มีการทรุดตัวลงเรื่อยๆ ควรนำระบบ Polder System มาใช้" มร.คอร์เนลิส สรุป
ดร.สุรเจตส์ บุญญาอรุณเนตร หัวหน้ากลุ่มงานแบบจำลอง ฝ่ายสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อสังเกตการบริหารจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ว่า พนังในเนเธอร์แลนด์นั้นกั้นคนกับปลา แต่พนังของกรุงเทพฯ กั้นคนกับคน และเราต้องมั่นใจว่ากรุงเทพฯสามารถแยกระบบน้ำเสียออกจากน้ำดีให้ได้เสียก่อน คนไทยต้องปรับความคิดใหม่ อย่ากลัวน้ำ แต่ควรกลัวว่าน้ำจะไม่มีใช้มากกว่า จริงๆ แล้วคนไทยอยู่กับน้ำมาช้านาน เราต้องพึ่งพาน้ำ การจะอยู่กับธรรมชาติ ให้มองอย่างสมดุล
ส่วนจุดต่างของสถานการณ์ปี 2554 และ 2555 คือ ปีก่อนเรามีพายุ 5 ลูก ปี 2555 ผ่านไปแล้ว 2 ลูก มีปริมาณฝนน้อยกว่า ภาครัฐเตรียมความพร้อม เราทำคลังข้อมูลน้ำ รวบรวมเป็นข้อมูลชุดเดียวจากแหล่งเดียว โดยดูได้จาก www.thaiwater.net วางระบบมอนิเตอร์น้ำโดยติดตั้งเครื่องมือพลังแสงอาทิตย์ ติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือ CCTV 140 จุด ในลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำเจ้าพระยาและเครือข่ายคลองสำคัญ ทำให้ทราบอัพเดตปริมาณและทิศทางของน้ำอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ยังเตรียมความพร้อมโดยพัฒนาการสำรวจทางอากาศ ใช้หุ่นยนต์ติดกล้องและเครื่องบินบังคับออกสำรวจ (Unmanned Aerial Vehicle–UAV) ซึ่งมีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายถูกกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์อย่างมาก เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการน้ำและติดตามตรวจสอบระหว่างดำเนินการได้ดี เช่น ดูคันกันน้ำที่รั่ว ดูการทำงานของเรือผลักดันน้ำทั้ง 54 จุดใน กทม. เป็นต้น ทั้งนี้ระบบสารสนเทศและข้อมูลที่ดีจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในปี 2555 ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วม
ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สลจ. ได้นำเสนอมุมมองนวัตกรรมของภาคประชาชน ซึ่งได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติ วิศวะลาดกระบัง พัฒนาจากประสบการณ์ “ลาดกระบังโมเดล” ในช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลทำให้การสื่อสารและบริหารจัดการของหน่วยต่างๆ ในชุมชนเครือข่ายตื่นตัว มีองค์ความรู้และทักษะ เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกรุงเทพฯ ในด้านตะวันออกสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 50 ซม. แต่อัตราการทรุดตัวสูงปีละ 1 นิ้ว เนื่องจากตั้งบนดินเหนียวอ่อน ซึ่งลึกถึง 12-15 เมตร ในช่วง 100 ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ อาจทรุดลงถึง 2 เมตร จึงต้องคิดว่าอนาคตลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร ทั้งนี้ หากมองสาเหตุน้ำท่วมหนักปี 54 เกิดจากการบริหารจัดการน้ำและฝนพายุที่ตกหนัก ทำให้น้ำท่ามาเจอน้ำเขื่อน ที่จำเป็นต้องระบายออกเป็นปริมาณมหาศาล ซึ่งใน ช่วง ก.ย.–ต.ค.ปีก่อนน้ำในเขื่อนมีถึง 100% แต่ปีนี้น้ำในเขื่อนเหลือกว่า 50% ทำให้ต่อให้ฝนตกหนักอย่างปีที่แล้ว ถ้าบริหารน้ำในเขื่อนให้ดี ก็ยากที่น้ำจะท่วมรุนแรง
ผศ.ดร.คมสันกล่าวต่อว่า จุดสำคัญของการรับมือปริมาณน้ำ คือ ต้องตัดแบ่งลุ่มน้ำที่นครสวรรค์ไปสู่ลุ่มน้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเจ้าพระยาปัจจุบันมีเขื่อนกั้นตลอด ไม่มีแก้มลิงธรรมชาติแล้ว เราต้องจัดการน้ำส่วนนี้ด้วยแก้มลิงที่สร้างขึ้น
นักวิชาการรายนี้ยังให้ความเห็นอีกว่า ซึ่งการลงทุนโครงการที่จะแก้ปัญหาและป้องกันน้ำท่วม ภาครัฐควรระดมนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของไทย ซึ่งมีความชำนาญหลากหลาย มองปัญหาและวิเคราะห์วางแผนอย่างรอบด้านและมุ่งมองการรองรับกับขนาดของปัญหาโลกร้อนในอนาคตไว้ด้วย ถ้าเราไม่กั้นปากอ่าว ที่ปลายแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเจอกับน้ำทะเลหนุนซ้ำ ที่จะก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติอุทกภัยได้รุนแรง
ในด้านการจัดการของชุมชน ซึ่งต้องมีนวัตกรรม โดยจัดตั้งเครือข่ายภาคีของชุมชน ประกอบด้วยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และชุมชนต่างๆ ยึดหลัก “รู้เขา" ต้องศึกษาข้อมูลในอดีต และต้อง “รู้เรา” ว่าเรามีศักยภาพ เครื่องมือ การจัดการพร้อมรับภัยพิบัติเพียงใด มุ่งเน้นการลดผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ที่เรียกว่า ลาดกระบังโมเดล ซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1.การสำรวจ แต่ละชุมชนทำแผนสำรวจทางน้ำต่างๆในพื้นที่ ปีที่แล้วมีระดับน้ำ 1.17 เมตร เท่ากับระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลาง 2.ตั้งรับ มีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายชุมชน ประชุมวางแผนการป้องกันและการจัดการในกรณีต่างๆ 3.เฝ้าระวัง เก็บสถิติระดับน้ำคูคลองอย่างต่อเนื่องโดยได้ติดตั้งมาตรวัดระดับน้ำ และให้ชุมชนรายงานเข้ามายังศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติ วิศวะลาดกระบัง เราจะรู้ได้ทันทีว่าน้ำมากี่เซ็นต์แล้ว
4.ดูแล ให้ความรู้และฝึกซ้อมการจัดการ เมื่อน้ำอุทกภัยเข้ามา ชุมชนไม่หวังรอรัฐช่วยอย่างเดียว แต่รวมพลังและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ความช่วยเหลือและปรับแผนให้เหมาะกับสถานการณ์จริงเสมอ 5.ฟื้นฟู เมื่อน้ำลด ไม่ปล่อยสภาพให้เนิ่นนาน หาทางผลักดันน้ำให้ออกไปจากพื้นที่อย่างไร ไม่ต่างคนต่างสูบเพื่อตนเอง แต่มีองค์กรกลางเครือข่ายชุมชนขับน้ำจากเหนือลงใต้ ร่วมกับภาครัฐดูแลฟื้นฟูถนน ไฟฟ้า ประปา"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น