วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน

ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน
     "ทรัพยากรที่ดิน" เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในการดำรงชีพของมนุษย์
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องใช้ที่ดินเป็นปัจจัยหลักการเพิ่มขึ้น ของประชากร
 ประกอบกับความต้องการใช้ที่ดิน เพื่อใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจสาขาอื่นก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
เช่น การพัฒนาเมือง เขตอุตสาหกรรม เป็นต้น ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้ประโยชน์ที่ดิน
คือ การนำพื้นที่เหมาะสมทางการเกษตรมาใช้ในการขยายเมือง การนำพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อ
การเกษตรมาใช้ในการเกษตร การใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
 ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเกษตรกร
ชุมชนและประเทศชาติ ปัญหาของทรัพยากรดินและการใช้ที่ดินจึงแยกได้ 2 ประการคือ
ปัญหาความเสื่อมโทรมของดินและปัญหาการใช้ที่ดิน

สถานการณ์ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน 

            ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน มีสาเหตุทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและเกิดจากการใช้ที่ดิน
ที่ไม่ถูกต้องตามหลัก วิชาการ ตัวอย่างของปัญหา เช่น การชะล้างพังทลายของดิน ดินขาดอินทรีย์
และปัญหาที่เกิดจากสภาพธรรมชาติของดินร่วมกับการกระทำของมนุษย์ เช่น ดินเค็ม ดินเปรี้ยว
ดินอินทรีย์ (พรุ) ดินทรายจัด และดินตื้น พื้นที่ดินที่มีปัญหาต่อการใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม
ของประเทศไทย ได้แก่ การชะล้างพังทลายของดิน 108.87 ล้านไร่พื้นที่ที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของ
ดินมากที่สุดคือ ภาคเหนือ ดินขาดอินทรียวัตถุ 98.70 ล้านไร่ ปัญหาดินขาดอินทรียวัตถุประมาณร้อยละ 77
ตะวันออกเฉียงเหนือ ดินที่มีปัญหาต่อการใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม 209.84 ล้านไร่
เหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนดินเค็ม ดินกรดและดินค่อนข้างเป็นทราย
เหนือ สำหรับการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ถูกต้องตามศักยภาพ คิดเป็นพื้นที่ 35.60 ล้านไร่ี

 การใช้ที่ดิน
การ ใช้ที่ดินนั้นไม่คงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กรมพัฒนาที่ดินได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลง
การใช้ที่ดินของประเทศไทยโดยการแปลภาพ ถ่ายทางอากาศ ข้อมูลดาวเทียม การตรวจสอบในสนาม
 ในปี พ.ศ. 2523 2529 2541 และ 2544 พบว่าในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ลดลง พื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น
 รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 8 เท่าตัวจาก พ.ศ. 2523 อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า
ตั้งแต่ พ.ศ. 2529-พ.ศ. 2541 พื้นที่นาได้ลดลงประมาณ 3.5 ล้านไร่ พื้นที่นาที่ลดลงนั้นถูก
เปลี่ยนสภาพไปเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย สนามกอล์ฟ รีสอร์ท หรือที่พักผ่อนหย่อนใจ
 แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2541-2544 พื้นที่นาได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านไร่ เนื่องจากหลังวิกฤตการณ์
ทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ได้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับสู่ภาคเกษตรมากขึ้น
       สำหรับการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร ภาครัฐได้มีการปฏิรูปที่ดินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2518
แต่จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังยากที่จะกล่าวว่าประสบความสำเร็จ หนึ่งในปัญหาหลายๆ ประการที่เกิดขึ้นก็คือ
บุคคลที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินมิใช่เกษตรกรที่ยากจนขาด แคลนที่ดินทำกิน
แต่กลับกลายเป็นบุคคลอื่น เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ มากไปกว่านั้น เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินส่วนใหญ่
นำที่ดินที่ได้รับไปจำนองหรือขาย ทิ้ง ทำให้สูญเสียที่ดินไปเป็นจำนวนมาก ในประเทศไทยการปฏิรูปที่ดิน
เป็นเพียงนโยบายที่นำเอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมา ให้เกษตรกรทำประโยชน์
แต่มิได้มีมาตรการที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน เมื่อการปฏิรูปที่ดินไม่นำมา
ซึ่งการกระจายการถือครองที่ดิน ภาพที่ขัดแย้งภายในสังคมไทยก็คือว่ามีบุคคลจำนวนน้อย
ถือครองที่ดินปริมาณ มหาศาล แต่เกษตรจำนวนมากถือครองที่ดินเพียงเล็กน้อย
เมื่อปราศจากมาตรการที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ความพยายามที่จะเข้าครอบครองที่ดิน
ก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งโดยวิธีการ ที่ถูกและผิดกฎหมาย และเป็นแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้
เกษตรกรรายย่อยสูญเสียที่ดินไป สำหรับผลการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518-2547
 ได้มอบหนังสือให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01)
ประเภทที่ดินของรัฐเป็นพื้นที่ 24.41 ล้านไร่
       สำหรับพื้นที่ถือครองทางการเกษตรของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2525-2542
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในปี พ.ศ. 2525 มีพื้นที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ
 123.59 ล้านไร่ และในปี พ.ศ. 2542 มีพื้นที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 131.34 ล้านไร่
 พื้นที่ถือครองทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลงโดยตลอด สำหรับจำนวนครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
 มูลค่าความเสียหาย 

การ ประเมินการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินสำหรับการศึกษานี้จะพิจารณาเฉพาะ ปัญหาสำคัญ
ได้แก่ 1) ปัญหาการชะล้างพังทลายที่ทำให้สูญเสียธาตุอาหารของพืช
 2) ปัญหาดินเค็ม โดยคิด มูลค่าการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ดินเป็นรายปี 
3) ปัญหาดินถล่ม โดยคิดจาก มูลค่าความเสียหายจากดินถล่ม

1)   การประเมินการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เกิดจากการชะล้างพังทลาย โดยใช้ปุ๋ยเพื่อทดแทนความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินที่สูญเสียไป (Replacement cost) เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ที่เกิดการสูญเสียดินประมาณ 108.87 ล้านไร่ ในการศึกษานี้จะพิจารณาเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ เนื่องจากมีอัตราการชะล้างพังทลายดินในระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก หรือมีอัตราการสูญเสียดินประมาณ 2-50 ตันต่อไร่ต่อปี ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าการสูญเสียธาตุอาหาร คือ ข้อมูลอัตราการสูญเสียปุ๋ยในพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ในแต่ละภาค ตามชนิดของปุ๋ย จากการสำรวจการพัดพาปุ๋ยของพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ในแต่ละภาคของ    เดชา และคณะ (2540) ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่จากสถิติการเกษตรรายปีจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และข้อมูลราคาปุ๋ยยูเรีย (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต และปุ๋ยโปแตสเซี่ยมคลอไรด์ (ข้อมูลสถิติปริมาณและมูลค่าการนำเข้า ของกรมศุลกากร) จากการคำนวณต้นทุนการสูญเสียธาตุอาหารจากการพังทลายของดินมีค่าเฉลี่ยเท่า กับ 5,015 ล้านบาทต่อปี
      2) การประเมินการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์จากดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดินเค็มส่วนหนึ่งเกิด
มาจากการใช้ที่ดิน การปลูกพืช การสร้างอ่างเก็บน้ำ การตัดถนน การตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมเหล่านี้มีผลต่อ
การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน คือ ยกระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้นทำให้ละลายเกลือซึ่งอยู่ตามธรรมชาติใต้ดินขึ้นมาบน ผิวดินจึงทำให้เกิดปัญหาดินเค็มส่งผลให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ ในบางพื้นที่ปลูกพืชได้แต่ผลผลิตลดลง
และรายได้ลดลง เป็นต้น พื้นที่ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่ากับ 17.8 ล้านไร่ แบ่งเป็น 3 ระดับความเค็ม เนื่องจากพื้นที่ดินเค็มระดับน้อยเป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกพืชบางชนิดได้และ เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินได้เผยแพร่ความรู้และวิธีการในการจัดการ พื้นที่ดินเค็ม ดังนั้น ในการศึกษานี้จะคำนวณต้นทุนความเสียหายจากดินเค็มระดับมากและปานกลางซึ่งมี พื้นที่รวมกัน 5.2 ล้านไร่ ข้อมูลต้นทุนความเสียหายจากดินเค็มจากการศึกษาของ
Hall, N. et al. (2004) ที่ศึกษาผลกระทบจากดินเค็มต่อรายได้ทางการเกษตรในจังหวัดกาฬสินธุ์
และจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเวลา 30 ปี คือ รายได้ลดลง 484.14 บาทต่อไร่ต่อปี (ราคา ณ ปี พ.ศ. 2547)
จากการคำนวณต้นทุนการสูญเสียรายได้จากดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2,518 ล้านบาทต่อปี
3) ธรณีพิบัติภัย ได้แก่ ดินถล่ม แผ่นดินไหว หลุมยุบ และการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เป็นภัยธรรมชาติ
ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะแผ่นดินถล่ม ซึ่งร้อยละ 21 ของพื้นที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อดินถล่มในระดับสูงดินถล่มเกิดจากสาเหตุ ตามธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ โดยกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนเร่งให้เกิดมากขึ้น เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การปลูกพืชในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง การตั้งบ้านเรือนตามหุบเขาหรือตามทางน้ำ การปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ เป็นต้น สำหรับการประเมินมูลค่าความเสียหายจากดินถล่มเป็นมูลค่าความเสียหายที่รวบ รวมโดยกรมทรัพยากรธรณี ครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สิน บ้านเรือน ถนน สถานที่ราชการ และทรัพย์สินอื่นๆ แต่ไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียชีวิต พบว่า มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยเท่ากับ 157 ล้านบาทต่อปี
รวมมูลค่าความเสียหายโดยรวมด้านทรัพยากรดินและการ ใช้ที่ดิน จากปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ปัญหาดินเค็ม และปัญหาดินถล่ม พบว่า มีมูลค่าความเสียหายเท่ากับ 7,477 ล้านบาทต่อปี
ที่มา  http://www.thaienvimonitor.net/Concept/priority3.htm

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้ GIS กับงานทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

การประยุกต์ใช้ GIS กับงานทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีทางด้าน GIS ให้ข้อดีที่เหนือกว่าฐานข้อมูลปกติเมื่อนำไปประยุกต์ใช้กับด้านพลังงาน ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่ทำให้เห็นถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวกับข้อมูลพลังงานแล้ว GIS ยังช่วยให้นักวิจัยสามารถผสมผสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานกับชั้นข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ระบุสถานที่ตั้ง (Location)ได้ สิ่งนี้นับว่าเป็นจุดเด่นและเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญสำหรับนักวิจัยทางด้านพลังงาน เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย การประเมินความเสี่ยง และเผยแพร่ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางสถาบันฯมีข้อเสนอที่จะสร้างและพัฒนาการประยุกต์ใช้ GIS กับการพลังงาน ในรูปแบบการแสดงบนเครือข่าย Internet หรือในรูปแบบ Standalone โดยมีความแตกต่างที่การแสดงบนเครือข่าย Internet จะเปิดให้คนทั่วไปและสมาชิกเครือข่าย TeeNet ที่มี Internet สามารถดูข้อมูลได้ฟรี ส่วนรูปแบบ Stand-alone จะบริการให้เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย TeeNet ที่ผ่านการอบรมแล้วเท่านั้น เนื่องจากระบบนี้มีความซับซ้อนมากและต้องการความเชี่ยวชาญสูง

ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ GIS กับงานทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มีดังต่อไปนี้


Alternative (Solar/Wind) Power
ประเด็นสำคัญของการประยุกต์ใช้คือการแสดงพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยได้ทั้ง 
(1) แหล่งพลังงานทางเลือกที่ศักยภาพสูงในการนำมาใช้ประโยชน์ทั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมและแหล่งพลังงาน ที่ใช้แล้วหมดไป 
 (2) แหล่งพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันแต่มีข้อบกพร่องและที่ขาดประสิทธิภาพอยู่

Urban Forestry
เป็นการแสดงถึงการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของเมืองให้ดีขึ้นและการประหยัดพลังงานโดยใช้ธรรมชาติ การวิจัยในเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ GIS เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม และได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งทำให้สามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากการประยุกต์ใช้ GIS อยู่ในระดับข้อมูลของเมืองซึ่งการจัดเก็บข้อมูลต้องใช้ต้นทุนสูง ทางสถาบันฯจึงพิจารณาว่าการประยุกต์ใช้ดังกล่าวจะเป็นในลักษณะ Stand-alone Application บนพื้นฐานของข้อมูลเมืองใดเมืองหนึ่งก่อน แล้วต่อมาค่อยนำไปเผยแพร่บน Internet ต่อไป

Risk Management
เป็นการเน้นถึงความเสี่ยงของความเสียหายของธรรมชาติต่อการส่งจ่ายพลังงานทั้งจากแหล่งผลิตและ ระบบการส่งถ่าย/ขนส่งพลังงาน ซึ่งความสำคัญของข้อมูลนี้เมื่อเชื่อมโยงกับ GIS คือสามารถใช้ในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการในการป้องกันมิให้อุบัติเหตุหรืออุบัติภัยเกิดขึ้น รวมทั้งใช้ในการกำหนดมาตรการในการ ลดผลกระทบกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย เช่นทราบถึงตำแหน่งสถานีดับเพลิงและระยะเวลาและระยะทางที่รถวิ่งจนถึงที่เกิดเหตุ เป็นต้น

Energy Project Information System
จุดประสงค์ของการประยุกต์ใช้นี้เพื่อจัดเตรียมรายละเอียด ตำแหน่งที่ตั้งของโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานของประเทศไทย และข้อมูลเหล่านี้จะนำเผยแพร่บน Internet ในลักษณะการประยุกต์ใช้แบบ Interactive สมาชิกเครือข่าย TeeNet สามารถทำการปรับปรุงรายละเอียดของโครงการต่างๆได้โดยอาศัย Internet ซึ่งประโยชน์ของข้อมูลนี้ เมื่อเชื่อมโยงกับ GIS คือทำให้ทราบถึงโครงการต่างๆที่ได้ดำเนินการไปแล้วในบางพื้นที่ ซึ่งสามารถติดตามความก้าวหน้าได้ และเป็นประโยชน์แก้ผู้ให้ทุนหรือผู้ที่จะทำการวิจัยในการกำหนดหัวข้อและเนื้อหาการวิจัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่า

Co-generation (wind/hydro)
ถึงแม้ว่าแหล่งกำเนิดไฟฟ้าด้วยพลังงานลมจะเป็นพลังงานที่สะอาด ใช้ไม่หมดอย่างไรก็ตามอาจเกิดปัญหาขัดข้องไม่สามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรพิจารณาพลังงานน้ำขนาดเล็ก (Micro-scale hydro power generation) เป็นแหล่งสำรองควบคู่ไปกับการใช้พลังงานลม ข้อมูลพลังงานทางเลือกที่สามารถ ใช้คู่ไปกับพลังงานลม จะนำมาจัดเตรียมไว้เพื่อประยุกต์ใช้ในระบบนี้เช่นกัน

Biomass
การใช้ Biomass (ทั้งที่เป็น Domestic waste หรือผลพลอยได้ทางการเกษตร) ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหรือแหล่งพลังงานทางเลือกอีกประการหนึ่ง เป้าหมายของการประยุกต์ใช้นี้เพื่อแสดงพื้นที่ที่มีศักยภาพ ของแหล่งพลังงานประเภทชีวมวล (Biomass) การประยุกต์ใช้ดังกล่าวจะเป็นในลักษณะ Stand-alone Application และต่อมาจึงนำขึ้นเผยแพร่บน Internet ต่อไป

Energy Conservation Marketing
การตลาดทางด้านการอนุรักษ์พลังงานเป็นสาขาหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการตลาดประเภทอื่นๆ ซึ่งต้องการความรู้ของพื้นที่เป้าหมายในเรื่องปัจจัยทางภูมิศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สังคมซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ GIS ประโยชน์ของข้อมูลนี้เมื่อเชื่อมโยงกับ GIS คือทราบถึงประเภทและปริมาณการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรม ทำให้สามารถวางแผนทาง การตลาดและการรณรงค์เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม การประยุกต์ใช้ดังกล่าวจะกระทำในลักษณะ Stand-alone Application และจะนำเสนอบน Internet ต่อไป

Natural/Man-made Energy Sources VS Requirements
การประยุกต์ใช้ GIS นี้เป็นการผสมผสานข้อมูลของแหล่งพลังงานต่างๆ (ทั้งที่เป็นแหล่งธรรมชาติและมนุษย์ทำขึ้นมา) จากการประยุกต์ใช้ GIS อื่นๆในโครงการนี้ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาและสร้างชั้นข้อมูล ระดับประเทศโดยรวม หรือการสรุปในภาพรวมอีกครั้งหนึ่งของเรื่องการใช้พลังงานเพื่อทำเป็นฐานข้อมูลเดียว และการประยุกต์ใช้ดังกล่าวจะนำเสนอบน Internet ต่อไป

Power Distribution
การประยุกต์ใช้ GIS ในเรื่องดังกล่าวเป็นการจัดหาและแสดงข้อมูลเพื่อให้พิจารณาแบบง่ายๆ โดยการประยุกต์ใช้ GIS บน Internet นี้จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงระบบเครือข่ายของการกระจายพลังงานของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงที่ตั้งของแหล่งกำเนิดพลังงานต่างๆด้วย โดยมีชั้นข้อมูลเชิงพื้นที่เป็น Background เช่นขอบเขตการปกครอง ลักษณะภูมิประเทศในลักษณะ Terrain ศูนย์กลางประชาชน ปริมาณการใช้พลังงานต่างๆ แผนที่การใช้ที่ดิน และพื้นที่ที่ต้อง อนุรักษ์ต่างๆ เป็นต้น

Pipelines Management
จะเห็นว่าปัจจุบันการเกิดเพลิงไหม้จากสาเหตุท่อส่งน้ำมันได้ปรากฏให้เห็นแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันจึงเกิดการประยุกต์ใช้ GIS เพื่อแสดงระบบเครือข่ายของท่อส่งน้ำมัน (Pipelines) ขึ้นโดยพิจารณาจากความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากระบบเครือข่ายการกระจายของท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่ในปัจจุบัน จุดประสงค์ของการประยุกต์ใช้อันนี้เพื่อเน้นถึงความเป็นไปได้ที่ประชาชนหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆจะมีความเสี่ยงขึ้น เมื่อมีท่อส่งพลังงานในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริหารทราบผู้ที่รับผิดชอบเพื่อจัดเตนียมมาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุ หรืออุบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการประยุกต์ใช้ดังกล่าวมีรายละเอียดของข้อมูลมากมาย ดังนั้นการวิเคราะห์และการแสดงผล จะเป็นแบบการประยุกต์ใช้แบบ Stand-alone

TEENET Internet GIS
จุดประสงค์หลักของการประยุกต์ใช้ GIS บน Internet เพื่อจัดข้อมูลเชิงพื้นที่ และให้บริการ แก่สมาชิกเครือข่าย TeeNet ให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบข้อมูลเชิงพื้นที่ในระดับประเทศ โดยทางสถาบันฯยินดีจัดเตรียม และให้บริการในส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ต่างๆ และสมาชิกเครือข่าย TeeNet ที่สนใจในเทคโนโลยีดังกล่าวทำการจัดเตรียมข้อมูล เชิงบรรยาย (Attribute Data) เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงพื้นที่และพัฒนาเป็นชั้นข้อมูลแผนที่ และเพื่อที่ให้สมาชิกเครือข่าย TeeNet ทำการปรับปรุงข้อมูลของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทางสถาบันฯยินดีและเสนอบริการให้สมาชิกนั้นได้เชื่อมต่อแบบบุคคล (Individual) บน TeeNet website ได้อีกด้วย

Energy Resources
การประยุกต์ใช้ GIS นี้เป็นการนำเอาฐานข้อมูลของ กชช2ค ของกระทรวงมหาดไทยในส่วนการใช้พลังงาน ของแต่ละหมู่บ้านของประเทศไทยสรุปเป็นระดับตำบล และนำมาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ทางด้าน GIS